[x] ปิดหน้าต่างนี้
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป   
English Thai     
ค้นหา   
'แบร์รี' ผงาดทุบสถิติตำนานผี ลงเล่นในพรีเมียร์มากที่สุด(26 ก.ย. 2560, 02:20) ‘คลอปป์’ ตาลอย! เลือกแล้วใครเฝ้าเสาชปล. ออกตัวอาจไม่ชนะสปาร์ตัก(26 ก.ย. 2560, 02:05) ไม่ต่อสัญญา ไล์ฟการ์ด 12 ชายหาดภูเก็ต จ่ออำลาหน้าที่ ทำป้ายเตือนแทน(26 ก.ย. 2560, 01:25) พ่ออุ๊ยนุ่งผ้าขาวม้าวิ่งหนีตาย ไฟไหม้บ้าน ลามวอดทั้งหลัง(26 ก.ย. 2560, 01:02) ท่าจะเจ็บคอ คนร้ายมีดจี้ร้านขายยา ได้เงิน 500 เลยขอยาอมเพิ่ม(26 ก.ย. 2560, 00:11) ควบ จยย. ประกบ คว้าลูกซองจ่อยิงหนุ่ม 18 ตาย 1 สาหัส 1 ที่รือเสาะ(25 ก.ย. 2560, 23:56) มิตรภาพนอกสนาม! 'นุศรา' ส่ง 'สองคิม' กลับเกาหลี เจอกันใหม่ปีหน้า(25 ก.ย. 2560, 23:55) ประดับยศ 'สิบตำรวจตรี' ให้ 'เจ้าแหลม' พร้อมปฏิบัติหน้าที่พรุ่งนี้(25 ก.ย. 2560, 23:29) สุดยอด! โต๊ะเล็กสาวไทย คว้าทองประวัติศาสตร์ อัดยุ่นแชมป์เก่า 3-1(25 ก.ย. 2560, 23:15) คุมผู้ต้องสงสัยสอบเครียด ฆ่าโหดหลวงปู่บู่ (25 ก.ย. 2560, 23:09) รวบแล้วไอ้หื่นเมืองทอง ล็อกคอสาว 15 หวังข่มขืน หนีกบดานโคราช (25 ก.ย. 2560, 22:56) ชาวไทยอึ้ง! 'คิม' พิมพ์ไทย มอบข้อความฝากแฟนลูกยาง ก่อนกลับเกาหลี(25 ก.ย. 2560, 22:50) มูกุมขมับ! 4 แข้งตัวหลักผี ชวดบุกหลอนมอสโก ศึกชปล.แดนหมีขาว (25 ก.ย. 2560, 22:33) ปส.สกัดจับยาบ้า แก๊งชาวไทย-ลาว ยึดกว่า 4 ล้านเม็ด ที่มหาสารคาม(25 ก.ย. 2560, 22:33) สลด! 18 ล้อ ขยี้ ส.ต.ท สภ.อุทัย ดับ ขณะปั่นจักรยานออกกำลังกาย (25 ก.ย. 2560, 22:06) บีบแตรยาวแต่บอกไม่ได้ยิน! จยย.เข้าขวาไม่มองรถหลัง กล้องหน้าเก๋งจับได้ (คลิป)(25 ก.ย. 2560, 21:30) ฝนถล่มโคราช น้ำท่วมขัง พ่อเมืองสั่งเร่งระบาย จนเข้าสู่ภาวะปกติใน1-2ชม.(25 ก.ย. 2560, 21:28) ยื่นดีเอสไอ สอบ อดีตผู้บริหาร CTH ส่อโกง เสียหายกว่า 1.9 พันล้าน(25 ก.ย. 2560, 21:18) ดินยุบ 4 ม.! ครอบครัวชาวตรัง ผวา ห้องน้ำทรุด-บ้านร้าวทั้งหลัง(25 ก.ย. 2560, 20:51) ระทึก! ตชด.นราธิวาส กู้ระเบิดแสวงเครื่องหนัก 20 กก. คาด คนร้ายหวังป่วน!(25 ก.ย. 2560, 20:46)
เมนูหลัก
หน่วยงานภายในสำนักงาน

 ฝ่ายบริหารทั่วไป

 ฝ่ายยุทธศาสตร์สาธารณสุข

 ฝ่ายคุ้มครองผู้บริโภค

 ฝ่ายเวชปฎิบัติครอบครัว

 ฝ่ายสนับสนุนบริการสุขภาพ

ข้อมูลด้านสาธารณสุข

 ข้อมูลทรัพยากรด้านสาธารณสุข

 ข้อมูลสถานะสุขภาพ
 

รพ.สต.ในสังกัด

 รพ.สต.แก่งศรีโคตร

 รพ.สต.ช่องเม็ก

 รพ.สต.หัวสะพาน

 รพ.สต.นิคม2

 รพ.สต.คันเปือย

 รพ.สต.คันไร่

 รพ.สต.คำก้อม

ผลงานเด่นที่ผ่านมา
วาระประชุมประจำเดือน

 สสจ.อุบลราชธานี

 สสอ.สิรินธร ก.ค.59

ระบบงานออนไลน์

 ระบบรับ-ส่งข้อมูล

 ระบบแจ้งซ่อมคอมพิวเตอร์ออนไลน์

 ระบบหนังสือเวียน

 ระบบตรวจสอบหนังสือโครงการ

 ระบบภารกิจผู้บริหาร/ฝ่ายกลุ่มงาน

 ระบบจองห้องประชุมออนไลน์

 

 

 

 

ระบบรายงานที่สำคัญ

 ระบบ HDC กระทรวงสาธารณสุข

 ระบบ HDC จ.อุบลราชธานี

 ระบบ HDC โซน 3

 ระบบตรวจสอบจำนวน service

 ระบบตรวจสอบรายงาน KPI เขต 10

 ระบบตรวจสอบรายงาน KPI จ.อุบลราชธานี

 ระบบรายงานแพทย์แผนไทย

 ระบบสารสนเทศ NCD เขต 10

 ระบบสารสนเทศ NCD จังหวัดอุบลราชธานี

 ระบบตรวจสอบคุณภาพ OP ส่วนกลาง

 ระบบตรวจสอบคุณภาพ OP เขต 10

 ระบบรายงานมะเร็งท่อน้ำดี/พยาธิใบไม้ในตับ

Link หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 กระทรวงสาธารณสุข

 สสจ.อุบลราชธานี

 สปสช.

 สปสช เขต10 อุบลราชธานี.

 สำนักงานประกันสังคม

 สำนักงาน กพ.

 สถาบันมะเร็งแห่งชาติ

 ศูนย์มะเร็ง อุบลราชธานี

 โรงพยาบาลสิรินธร

 กรมบัญชีกลาง

link ระบบรายงานออนไลน์
ฝากข้อความ
ชื่อ :
ข้อความ (ตัวแสดงอารมณ์)
ระบบสมาชิก
Username :
Password :
[ สมัครสมาชิก ] | [ ลืมรหัสผ่าน ]
สมาชิกทั้งหมด 4 คน
สมาชิกที่กำลังออนไลน์ 0 คน
  

  หมวดหมู่ : บทความทางวิชาการสาสุข
เรื่อง : ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก
โดย : admin
เข้าชม : 230
พุธ ที่ 2 เดือน มีนาคม พ.ศ.2559
A- A A+
        

โรคไข้เลือดออก คือ โรคติดเชื้อซึ่งมีสาเหตุมาจาก ไวรัสเดงกี่ (Dengue virus) อาการของโรคนี้มีความคล้ายคลึงกับโรคไข้หวัดในช่วงแรก จึงทำให้ผู้ป่วยเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ว่าตนเป็นเพียงโรคไข้หวัด และทำให้ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องในทันที โรคไข้เลือดออกมีอาการและความรุนแรงของโรคหลายระดับตั้งแต่ไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อยไปจนถึงเกิดภาวะช็อกซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต สถิติในปี พ.ศ. 2554 รายงานโดย กลุ่มโรคไข้เลือดออก สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่า มีอัตราป่วย 107.02 และอัตราป่วยตาย 0.10 ซึ่งหมายความว่า ในประชากรทุก 100,000 คน จะมีผู้ที่ป่วยเป็นไข้เลือดออกได้ถึง 107.02 คน และมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ 0.1 คน
การติดต่อ

ไวรัสเดงกี่ที่เป็นสาเหตุของโรคไข้เลือดออกสามารถมีชีวิตรอดและเพิ่มจำนวนภายในตัวของยุงลาย ยุงลายจึงเป็นพาหะของโรคไข้เลือดออก และกล่าวได้ว่าโรคไข้เลือดออกติดต่อจากคนสู่คน ยุงลายที่เป็นพาหะนี้มีชื่อว่า Aedes aegypti ยุงชนิดนี้ออกหากินเวลากลางวัน ยุงจะกัดและดูดเลือดที่มีเชื้อไวรัสเดงกี่จากผู้ที่กำลังป่วยเป็นไข้เลือดออก เมื่อยุงลายไปกัดคนใหม่ ก็จะถ่ายทอดเชื้อให้กับคนที่ถูกยุงกัดต่อไป ยุงชนิดนี้อาศัยอยู่ในเขตภูมิอากาศแบบร้อนชื้น ประเทศไทยจึงเป็นอีกบริเวณหนึ่งที่มีการระบาดของโรคนี้ค่อนข้างสูง โดยพบการระบาดมากที่สุดในฤดูฝน ช่วงอายุของคนที่พบว่าป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกมากที่สุด คือ คนอายุ 10-14 ปี รองลงมาคือ อายุ 15-24 ปี และ อายุ 5-9 ปี ตามลำดับ ส่วนช่วงอายุ 0-4 ปี และมากกว่า 25 ปี จนถึง 65 ปี เป็นช่วงอายุที่พบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกจำนวนน้อยที่สุด
อาการ

อาการของโรคนี้คล้ายคลึงกับโรคไข้หวัด กล่าวคือ มีอาการไข้ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แต่แตกต่างกันที่ ไข้จะสูงกว่ามาก โดยอาจมีไข้สูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ผู้ป่วยจะมีหน้าแดง และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อค่อนข้างมากกว่า หากทำการทดสอบโดยการรัดต้นแขนด้วยสายรัด (Touniquet test) จะพบจุดเลือดออก ผู้ป่วยอาจมีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน หรืออาการเลือดออกผิดปกติอื่นๆ และในบางรายที่มีอาการรุนแรงมากๆ อาจพบอาการซึม เหงื่อออก มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเบาแต่เร็ว ปวดท้องโดยเฉพาะบริเวณใต้ชายโครงขวา ปัสสาวะลดลง อาจถึงกับช็อกและเสียชีวิตได้ โดยอาการนำของภาวะช็อกมักเริ่มจากการมีไข้ลดลง ดังนั้นหากพบว่าผู้ป่วยเริ่มมีไข้ลดลงตามด้วยอาการดังที่กล่าวมา ควรรีบแจ้งแพทย์หรือนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที

ในเด็กที่ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออก มักพบว่า มีอาการในระยะเริ่มต้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งหากผู้ปกครองละเลยการพาผู้ป่วยไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล ก็มีโอกาสที่ผู้ป่วยเด็กจะเสียชีวิตเนื่องจากการรักษาที่ล่าช้าได้ ดังนั้นผู้ปกครองจึงควรสงสัยไว้ก่อนว่าบุตรหลานที่มีอาการไข้สูงในฤดูฝนอาจเป็นโรคไข้เลือดออก และควรรีบพาบุตรหลานไปรับการรักษา
การรักษา

เนื่องจากยังไม่มีการพัฒนายาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี่ การรักษาโรคนี้จึงเป็นการรักษาตามอาการเป็นสำคัญ กล่าวคือมีการใช้ยาลดไข้ เช็ดตัว และการป้องกันภาวะช็อก

ยาลดไข้ที่ใช้มีเพียงชนิดเดียว คือ ยาพาราเซตามอล (paracetamol) ขนาดยาที่ใช้ในผู้ใหญ่คือ พาราเซตามอลชนิดเม็ดละ 500 มิลลิกรัม รับประทานครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง โดยไม่ควรรับประทานเกินวันละ 8 เม็ด (4 กรัม) ส่วนขนาดยาที่ใช้ในเด็กคือ พาราเซตามอลชนิดน้ำ 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อครั้ง ทุก 4-6 ชั่วโมง โดยไม่ควรรับประทานเกินวันละ 5 ครั้ง หรือ 2.6 กรัม ยาพาราเซตามอลนี้เป็นยารับประทานตามอาการ ดังนั้น หากไม่มีไข้ก็สามารถหยุดยาได้ทันที

ผลิตภัณฑ์พาราเซตามอลชนิดน้ำสำหรับเด็กมีจำหน่ายในหลายความแรงได้แก่ 120 มิลลิกรัมต่อ 1 ช้อนชา (1 ช้อนชา เท่ากับ 5 มิลลิลิตร), 250 มิลลิกรัมต่อ 1 ช้อนชา, และ 60 มิลลิกรัมต่อ 0.6 มิลลิลิตร ส่วนใหญ่เป็นยาน้ำเชื่อมที่ต้องรินใส่ช้อนเพื่อป้อนเด็ก ในกรณีทารก การป้อนยาทำได้ค่อนข้างยากจึงมีผลิตภัณฑ์ยาที่ทำจำหน่ายโดยบรรจุในขวดพร้อมหลอดหยด เวลาใช้ก็เพียงแต่ใช้หลอดหยดดูดยาออกจากขวดและนำไปป้อนเด็กได้เลย ด้วยเหตุที่ผลิตภัณฑ์พาราเซตามอลชนิดน้ำสำหรับเด็กมีหลายความแรงจึงควรอ่านฉลากและวิธีใช้ให้ดีก่อนนำไปป้อนเด็ก กล่าวคือ หากเด็กหนัก 10 กิโลกรัม และมียาน้ำความแรง 120 มิลลิกรัมต่อ 1 ช้อนชา ก็ควรป้อนยาเด็กครั้งละ 1 ช้อนชาหรือ 5 มิลลิลิตร และป้อนซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมงแต่ไม่ควรป้อนยาเกินวันละ 5 ครั้ง หากไม่มีไข้ก็สามารถหยุดยาได้ทันที

แอสไพรินและไอบูโปรเฟน เป็นยาลดไข้เช่นกัน แต่ยาทั้งสองชนิดนี้ห้ามนำมาใช้ในโรคไข้เลือดออก เนื่องจากยาทั้งสองชนิดนี้จะยิ่งส่งเสริมการเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติจนอาจเกิดอันตรายต่อผู้ป่วยได้

ในส่วนการป้องกันภาวะช็อกนั้น กระทำได้โดยการชดเชยน้ำให้ร่างกายเพื่อไม่ให้ปริมาตรเลือดลดต่ำลงจนทำให้ความดันโลหิตตก แพทย์จะพิจารณาให้สารน้ำตามความรุนแรงของอาการ โดยอาจให้ผู้ป่วยดื่มเพียงสารละลายเกลือแร่ โอ อาร์ เอ็ส หรือผู้ป่วยบางรายอาจได้รับน้ำเกลือเข้าทางหลอดเลือดดำ ในกรณีที่ผู้ป่วยเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติจนเกิดภาวะเสียเลือดอาจต้องได้รับเลือดเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามจะต้องเฝ้าระวังภาวะช็อกดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นเนื่องจากภาวะนี้มีความอันตรายต่อชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก
การป้องกัน

แม้ว่าในปัจจุบันกำลังมีการพัฒนาวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ แต่ก็ยังไม่มียาที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี่ได้ ดังนั้นคำตอบที่ดีที่สุดของโรคไข้เลือดออกในปัจจุบันนี้ คือ การป้องกันไม่ให้เป็นโรคโดยการควบคุมยุงลายให้มีจำนวนลดลงซึ่งทำได้โดยการควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายและการกำจัดยุงลายทั้งลูกน้ำและตัวเต็มวัย และป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด ทั้งนี้การป้องกันทำได้ 3 ลักษณะ คือ

1. การป้องกันทางกายภาพ ได้แก่

; ;  ปิดภาชนะเก็บน้ำด้วยฝาปิด เช่น มีผาปิดปากโอ่งน้ำ ตุ่มน้ำ ถังเก็บน้ำ หรือถ้าไม่มีฝาปิด ก็วางคว่ำลงหากยังไม่ต้องการใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นที่วางไข่ของยุงลาย

; ;  เปลี่ยนน้ำในแจกันดอกไม้สดบ่อยๆ อย่างน้อยทุกๆ 7 วัน

; ;  ปล่อยปลากินลูกน้ำลงในภาชนะเก็บน้ำ เช่น โอ่ง ตุ่ม ภาชนะละ 2-4 ตัว รวมถึงอ่างบัวและตู้ปลาก็ควรมีปลากินลูกน้ำเพื่อคอยควบคุมจำนวนลูกน้ำยุงลายเช่นกัน

; ;  ใส่เกลือลงน้ำในจานรองขาตู้กับข้าว เพื่อควบคุมและกำจัดลูกน้ำยุงลาย โดยใส่เกลือ 2 ช้อนชา ต่อความจุ 250 มิลลิลิตร พบว่าสามารถควบคุมลูกน้ำได้นานกว่า 7 วัน

2. การป้องกันทางเคมี ได้แก่

; ;  เติมทรายทีมีฟอส ซึ่งเป็นสารเคมีที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้และรับรองความปลอดภัย เหมาะสมกับภาชนะที่ไม่สามารถใส่ปลากินลูกน้ำได้

; ;  การพ่นสารเคมีหรือยากันยุงเพื่อกำจัดยุงตัวเต็มวัย มีข้อดีคือ ประสิทธิภาพสูง แต่ข้อเสียคือ มีราคาแพง และเป็นพิษต่อคนและสัตว์เลี้ยง จึงต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการฉีดพ่นและฉีดเฉพาะเมื่อจำเป็นเท่านั้น เพื่อป้องกันความเป็นพิษต่อคนและสัตว์เลี้ยง ควรเลือกฉีดในเวลาที่มีคนอยู่น้อยที่สุดและฉีดพ่นลงในแหล่งที่คาดว่าเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เช่น ท่อระบายน้ำ กระถางต้นไม้ เป็นต้น

; ;  การใช้สารเคมีเพื่อกำจัดยุงในบ้านเรือน ที่ใช้กันมี 2 ชนิด คือ ยาจุดกันยุง และสเปรย์ฉีดไล่ยุง โดยสารออกฤทธิ์อาจเป็นยาในกลุ่มไพรีทรอยด์ (Pyrethroids), ดีท (DEET, diethyltoluamide) เป็นต้น เมื่อก่อนมียาฆ่ายุงด้วย มีชื่อว่า ดีดีที แต่สารนี้ถูกยกเลิกการใช้ไปแล้วเนื่องจากเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตและตกค้างในสิ่งแวดล้อมเป็นระยะเวลานานมาก อย่างไรก็ตาม สารเคมีไม่ว่าจากยาจุดกันยุงหรือสเปรย์ฉีดไล่ยุง ก็มีความเป็นพิษต่อคนและสัตว์ ดังนั้นเพื่อลดความเป็นพิษดังกล่าวควรจุดยากันยุงในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ล้างมือทุกครั้งหลังจากสัมผัส ส่วนยาฉีดไล่ยุงจะมีความเป็นพิษมากกว่า ดังนั้นห้ามฉีดลงบนผิวหนัง และควรปฏิบัติตามวิธีใช้ที่ระบุข้างกระป๋องอย่างเคร่งครัด

3. การปฏิบัติตัว ได้แก่

; ;  นอนในมุ้ง หรือนอนในห้องที่มีมุ้งลวดเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด โดยจะต้องปฏิบัติเหมือนกันทั้งกลางวันและกลางคืน

; ;  หากไม่สามารถนอนในมุ้งหรือนอนในห้องที่มีมุ้งลวดได้ ควรใช้ยากันยุงชนิดทาผิวซึ่งมีสารสำคัญที่สกัดจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันตะไคร้หอม (oil of citronella), น้ำมันยูคาลิปตัส (oil of eucalyptus) ซึ่งมีความปลอดภัยสูงกว่ามาทาหรือหยดใส่ผิวหนังใช้เป็นยากันยุง แต่ประสิทธิภาพจะต่ำกว่า DEET





Not Rated stars เฉลี่ย : Not Rated จาก 0 ครั้ง.

บทความทางวิชาการสาสุข5 อันดับล่าสุด

      ความรู้เกี่ยวกับประชาคมอาเซียน 2/มี.ค./2559
      ความรู้เกี่ยวกับโรคมือเท้าปากเปื่อย 2/มี.ค./2559
      ความรู้เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก 2/มี.ค./2559